ปฏิทิน






ความเคลื่อนไหวสื่อ

ข้อสังเกตต่อสาระของร่างแก้ไข พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับเข้า ครม. วันที่ 10 มิ.ย. 2551

ข้อสังเกตต่อสาระของร่างแก้ไข พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับเข้า ครม. วันที่ 10 มิ.ย. 2551

 

นันทพร เตชะประเสริฐสกุล

มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.)

 

1. มาตรา 47 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่บัญญัติให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ เพื่อทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุ โทรทัศน์ โทรคมนาคม แต่ที่มาและกระบวนการได้มาซึ่งองค์กรอิสระ (กสช.) ตามร่าง พรบ. ฯ ปี 2551 ไม่เป็นอิสระ และไม่สามารถตรวจสอบได้ อันจะมีผลทำให้ กสช. ที่จะเกิดขึ้นตามร่าง พรบ. ฉบับนี้ ไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นการขัดกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

  

ประเด็น

พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ

ปี 2543

ร่างแก้ไข พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ

ปี 2551

ข้อสังเกต

1.1   การได้มาซึ่งรายชื่อผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็น องค์กรอิสระ

ก.   ประกอบด้วยองค์กรอิสระ 2 คณะ คือ กสช. (7 คน) และ กทช. (7คน)

ข.   ในช่วงที่ยังไม่มีสำนักงาน กสช., กทช. ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เป็นหน่วยงานธุรการ จัดให้มีการคัดเลือกกันเองในกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องใน กิจการวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม  (แต่ละกิจการจะประกอบด้วยตัวแทนจาก 4 กลุ่ม หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง-5คน, นักวิชาการ-4คน, นักวิชาชีพ-4คน, องค์กรเอกชนสาธารณะประโยชน์ด้านสื่อสาร/คุ้มครองผู้บริโภค-4คน) เพื่อทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการสรรหา กสช.

ค.   คณะกรรมการสรรหาฯ มีหน้าที่เปิดรับสมัครและสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม จำนวน 14 คน

ง.    คณะกรรมการสรรหา ส่งให้วุฒิสภาคัดเลือกให้เหลือบุคคลที่เหมาะสมด้านละ 7 คน

ก.      เหลือองค์กรอิสระองค์กรเดียว เรียกว่า กสช. (10 คน)

ข.      ในช่วงที่ยังไม่มีสำนักงาน กสช. ให้ สปน. เป็นหน่วยงานธุรการ ทำหน้าที่แทน สำนักงาน กสช. ในการรับขึ้นทะเบียนองค์กร/สถาบันที่มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับการคัดเลือกเป็น กสช.

ค.      เมื่อรับจดทะเบียนองค์กร/สถาบันแล้วให้เป็นอันใช้ได้ การวินิจฉัยของศาลในภายหลังว่าการจดทะเบียนนั้นเป็นการไม่ชอบ ไม่ให้มีผลกระทบต่อการที่สำนักงาน กสช. ได้ดำเนินการไปแล้วก่อนวันที่ศาลมีคำวินิจฉัย

ง.       องค์กร/สถาบันที่ถูกปฏิเสธการขอขึ้นทะเบียนให้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ แต่การฟ้องคดีดังกล่าวไม่เป็นเหตุให้ต้องระงับหรือชะลอการเสนอชื่อ/คัดเลือก

จ.      เมื่อมีเหตุที่ต้องมีการคัดเลือก กสช. ให้ประกาศทางวิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเลคโทรนิคส์อย่างน้อยสามวันติดต่อกัน และให้องค์กรที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับการคัดเลือกเป็น กสช.

ฉ.      เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาในการเสนอชื่อแล้วยังมีผู้ได้รับการเสนอชื่อน้อยกว่าที่กำหนด ให้ปลัด สปน., ปลัดกระทรวงการคลัง และปลัดกระทรวงไอซีที ร่วมกันเสนอชื่อผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามให้ครบ

ช.      ให้ สปน. (สำนักงาน กสช.) จัดให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้งหมดมาประชุมเพื่อคัดเลือกกันเองให้เหลือ 20 คน

ซ.      สปน. (สำนักงาน กสช.) เสนอบัญชีรายชื่อพร้อมด้วยข้อเสนอแนะต่อ รมต.ไอซีที เพื่อนำเสนอให้ ครม. พิจารณาคัดเลือกให้เลือกบุคคลที่เหมาะสมจำนวน 10 คน

ค.- ง. การตอบรับ/ปฏิเสธการขึ้นทะเบียนองค์กรที่มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลที่สมควรด้รับการคัดเลือกเป็น กสช. ในร่างแก้ไข พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ปี 2551 ถือเป็นการ ให้อภิสิทธิ กระบวนการสรรหา กสช. อยู่นอกเหนือ/ไม่ต้องปฎิบัติตามคำวินิจฉัยของศาล อันนำไปสู่การตั้งคำถามถึงความรวบรัด ไม่โปร่งใส ไม่สามารถตรวจสอบได้ในกระบวนการสรรหา กสช.

จ.         การให้ประกาศการคัดเลือก กสช. ผ่านสื่อต่างๆ อย่างน้อยสามวัน เป็นระยะเวลาที่ไม่เพียงพอต่อการรับรู้ของสังคม

ฉ.        เพราะเหตุใดจึงกำหนดให้ปลัด 3 กระทรวงเป็นผู้เสนอชื่อบุคคลในกรณีที่รายชื่อผู้ได้รับการเสนอน้อยกว่าที่กำหนด และการเหมาะสมหรือไม่

ช.         การกำหนดให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อคัดเลือกกันเอง และอาจเป็นการเปิดช่อง/นำไปสู่ต่อการล็อบบี้หรือฮั้วกันเองในกลุ่มผู้ถูกเสนอชื่อ

1.2   หน่วยงานที่คัดเลือก กสช.

วุฒิสภา

รัฐบาล

การให้รัฐบาลซึ่งเป็นภาคการเมืองเป็นผู้คัดเลือก กสช. จะมีผลต่อความเป็นอิสระของ กสช. ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักการที่ควรจะเป็นในการคัดเลือกองค์กรอิสระ 

1.3   อำนาจหน้าที่ของ กสช. ในการกำหนดนโยบาย/การจัดสรรคลื่นความถี่

ในกรณีที่จะต้องมีการเจรจา/ทำความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาล/องค์กรระหว่างประเทศในเรื่องเกี่ยวกับการบริหารคลื่นความถี่ สำนักงาน กสช. และสำนักงาน กทช. มีหน้าที่ต้องให้ข้อมูลหรือร่วมดำเนินการภายใต้นโยบายของรัฐบาล โดยให้ สำนักงาน กสช. และสำนักงาน กทช. ทำหน้าที่ดูแลการบริหารคลื่นความถี่ระหว่างประเทศ ตามที่คณะกรรมการร่วมกำหนด (ม.73)

ก.   กำหนดให้แผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ และตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติ ในส่วนที่เกี่ยวกับนโยบายโดยรวมของประเทศ ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ครม. ก่อน จึงจะใช้บังคับได้ (ม.21)

ข. กำหนดให้การดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ กสช. ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายที่ ครม. แถลงไว้ต่อรัฐสภา (ม.67)

ค. กำหนดให้ในกรณีที่ต้องมีการเจรจาหรือทำความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาล/องค์กรระหว่างประเทศในเรื่องการบริหารคลื่นความถี่ กสช. และสำนักงาน  กสช. มีหน้าที่ต้องให้ข้อมูลและร่วมดำเนินการตามที่รัฐบาลแจ้งให้ทราบ (ม.68)

ก.-ค. การกำหนดเช่นนี้อาจเป็นการก้าวล่วงอำนาจ กสช. และอาจทำให้การดำเนินงานของ กสช. ขาดความเป็นอิสระ

 

 

 

 

2.   กสช. ที่จะเกิดขึ้นตามร่างแก้ไข พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2551 ขาดความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในการดำเนินงานในประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้.-

 

      2.1   ขาดการติดตามและตรวจสอบประเมินผลการทำงานที่แท้จริง  

ร่าง พรบ.ฯ ปี 2551 กำหนดเพียงให้ กสช. ซึ่งจะต้องเป็นผู้ถูกตรวจสอบ มีอำนาจแต่งตั้ง ว่าจ้าง รวมทั้งกำหนดค่าตอบแทนคณะกรรมการที่จะมาประเมินตนเอง อันนำมาสู่การตั้งคำถามในประเด็นธรรมาภิบาลในการทำงานขององค์กรอิสระ รวมถึงคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบประเมินผลการทำงานที่ถูก กสช. แต่งตั้งขึ้น จะขาดความเป็นอิสระและไม่สามารถตรวจสอบผู้ว่าจ้างของตัวเองได้อย่างแท้จริง

 

      2.2    ขาดข้อกำหนดเพื่อให้การดำเนินงานของ กสช. เป็นไปโดยเปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ 

         ในส่วนของการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานและข้อมูลรายจ่ายของ กสช.  ซึ่งเกี่ยวพันกับประโยชน์หลายแสนล้าน  ในร่าง พรบ.ฯ ปี 2551 กำหนดให้มีการชี้แจงโดยสรุปเท่านั้น โดยไม่ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดโดยละเอียด อันเป็นการดำเนินงานที่ขาดความโปร่งใส ไม่สามารถตรวจสอบได้ และไม่มีธรรมาภิบาลในการทำงาน

 

2.3    ไม่มีบทกำหนดเรื่องความรับผิดรับชอบ (Social Accountability) ในการปฏิบัติหน้าที่ของ กสช.

กสช. ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นหน่วยงานที่มีอำนาจล้นฟ้า ดูแลกิจการที่มีมูลค่าหลายแสนล้าน ซึ่งมีอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ที่อาจให้คุณให้โทษ หรือเอื้อประโยชน์กับหน่วยงานหรือธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล จึงนำมาสู่การตั้งข้อสังเกตว่า เพราะเหตุใดจึงไม่มีข้อกำหนดเรื่องการรับผิดรับโทษหรือบทกำหนดโทษ ในกรณีที่คณะกรรมการองค์กรอิสระกระทำการอันเข้าลักษณะเป็นผู้มีส่วนได้เสีย มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือเป็นผู้กระทำผิด/ละเมิดกฎหมายเสียเอง

 

 

3.       ร่างแก้ไข พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ปี 2551 ตัดสิทธิของภาคประชาชนในการเข้าถึงและเข้าไปใช้สื่อสาธารณะ อันเป็นการขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 47 ของรัฐธรรมนูญปี 2551 ที่กำหนดวรรคสองที่ระบุว่า “ต้องจัดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ”

 

ประเด็น

พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ

ปี 43

ร่างแก้ไข พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ

ปี 51

ข้อสังเกต

สิทธิของประชาชนในการเข้าไปใช้คลื่นความถี่และดำเนิน การสื่อสาธารณะ

-       กสช.มีหน้าที่จัดทำแผนแม่บทกิจการวิทยุโทรทัศน์และแผนคลื่นความถี่ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ และตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติ <ม.23 (1)>

-       ในการจัดทำแผนแม่บทกิจการวิทยุโทรทัศน์และการอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะระดับท้องถิ่น อย่างน้อยจะต้องให้มีสถานีวิทยุประจำจังหวัดและสถานีโทรทัศน์สำหรับการกระจายข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างทั่วถึงและเพียงพอ (ม.26 วรรคหนึ่ง)

-       การจัดทำแผนแม่บทกิจการวิทยุโทรทัศน์ และการอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าว...โดยจะต้องจัดให้ภาคประชาชนได้ใช้คลื่นความถี่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ในกรณีที่ภาคประชาชนยังไม่มีความพร้อม ให้ กสช. ให้การสนับสนุนเพื่อให้ภาคประชาชนมีโอกาสใช้คลื่นความถี่ในสัดส่วนตามที่กำหนด (ม.26 วรรคสาม)

-       เพื่อประโยชน์ในการจัดสรรคลื่นความถี่ให้ภาคประชาชนได้ใช้และการสนับสนุนการใช้คลื่นความถี่ของภาคประชาชน ให้ กสช. กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับลักษณะของภาคประชาชนที่ถึงได้รับการจัดสรรและสนับสนุนให้ใช้คลื่นความถี่ รวมทั้งลักษณะการใช้คลื่นความถี่ท่ได้รับจัดสรร โดยอย่างน้อยภาคประชาชนนั้นต้องดำเนินการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะและไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจ (ม.26 วรรคสี่)

-       กสช.มีหน้าที่จัดทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่และตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติ <ม.21 (1)>

-       ในการกำกับดูแลกิจการวิทยุ โทรทัศน์ โทรคมนาคม ให้ กสช. จัดให้มีแผนปฏิบัติการและแนวทางในการดำเนินงานระยะห้าปี โดยในแผนดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมกิจการดังกล่าว รวมตลอดทั้งแนวทางการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และการอนุญาตให้ประกอบกิจการด้วย (ม.42)

-       ให้ กสช.มีหน้าที่สนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นรวมตัวกันเพื่อจัดให้มีการประกอบกิจการวิทยุ โทรทัศน์ที่ดำเนินการเพื่อการอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นประโยชน์ต่อชุมชนโดยไม่แสวงหากำไร แต่ กสช. จะกำหนดให้สามารถหารายได้ให้เพียงพอต่อการดำเนินกิจการไม่เกินจำนวนและตามวิธีการที่กำหนดก็ได้

-       ในกรณีที่การประกอบกิจการบริการชุมชน มีรายได้เกินจำนวนที่ กสช. กำหนด ให้รายได้นั้นตกเป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อันเป็นที่ตั้ง หรือ อปท.ที่ใกล้เคียง

-       ให้ อปท.อันเป็นที่ตั้งหรือ อปท.ที่ใกล้เคียง มีหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบและติดตามให้มีการส่งรายได้ให้แก่ อปท.

-        ร่างฯ ปี 2551 ตัดประเด็นการจัดทำแผนแม่บทกิจการวิทยุโทรทัศน์ออกไป และให้มีแผนปฏิบัติการและแนวทางในการดำเนินงานระยะห้าปีแทน ซึ่งส่งผลให้สิทธิของประชาชนในการเข้าไปใช้คลื่นความถี่และดำเนินการสื่อสาธารณะซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 47 ของ รธน. ปี 2550  ถูกตัด/ริดรอนไป ในอย่างน้อย 2 ประเด็นหลัก คือ.-

1.       สิทธิของภาคประชาชนในการได้ใช้คลื่นความถี่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 โดยหากภาคประชาชนไม่พร้อม กสช. ต้องให้การสนับสนุน

2.       การกำหนดให้มีสถานีวิทยุประจำจังหวัดและสถานีโทรทัศน์ระดับท้องถิ่น สำหรับการกระจายข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างทั่วถึงและเพียงพอ

-        การที่ กสช. กำหนดให้หารายได้ให้เพียงพอต่อการดำเนินกิจการไม่เกินจำนวนและตามวิธีการที่กำหนด ขัดต่อหลักการจัดสรรคลื่นความถี่และการสนับสนุนการใช้คลื่นความถี่ของภาคประชาชนที่กำหนดไว้แต่เดิมว่าต้องไม่แสวงหากำไร

-        อาจนำไปสู่การเปิดช่องให้ใช้วิทยุชุมชนเป็นเครื่องมือในการแสวงหากำไร และอาจเป็นการเปิดช่องให้ อปท. (ซึ่งมีความเกี่ยวพัน และในบางพื้นที่เป็นเนื้อเดียวกันกับการเมืองท้องถิ่น) อาจแทรกแซงการทำงานของวิทยุชุมชนได้

 

 

4.     เนื้อหาของร่างแก้ไข พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ปี 2551 ขัดต่อเจตนารมณ์มาตรา 47 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ต้องการปฎิรูปสื่อโดยภาพรวมทั้งระบบ ในประเด็นต่างๆ  ดังต่อไปนี้

 

4.1     ร่าง พรบ.ฯ ปี 2551 ตัดมาตรา 80 ของ พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2543 เดิม ซึ่งเขียนป้องกันการทิ้งทวนสัมปทานออก ซึ่งอาจนำไปสู่การให้อนุญาตสัมปทานคลื่นความถี่ล่วงหน้าครั้งใหญ่ ซึ่งเมื่อองค์กรอิสระเข้ามาทำหน้าที่ก็ไม่เหลือคลื่นความถี่ให้จัดสรร เพราะถูกสัมปทานไปหมดแล้ว

         (สาระสำคัญของมาตรา 80 ของ พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2543 เดิม คือ ไม่อนุญาตให้หน่วยงานใดๆ พิจารณาจัดสรรคลื่นความถี่ ออกใบอนุญาตประกอบกิจการ หรืออนุญาตให้ประกอบกิจการเพิ่มเติม ในระหว่างที่การสรรหาและแต่งตั้งองค์กรอิสระยังไม่แล้วเสร็จ)

 

4.2     ร่าง พรบ. ฯ ปี 2551 เปิดโอกาสให้มีการนิรโทษกรรมผู้ที่ใช้คลื่นความถี่โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายก่อนหน้าที่กฎหมายจะบังคับใช้ (ม.77)

ร่างกฎหมายฉบับนี้ ระบุว่า “ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่หรือใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์อยู่ก่อนวันที่ร่างมีผลใช้บังคับ  ให้ถือว่าได้รับอนุญาตจาก กสช. ตาม พรบ. นี้ และ กสช. อาจกำหนดให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขใดๆ ตามที่ กสช.กำหนดได้ เพียงเท่าที่ไม่เป็นการสร้างภาระทางการเงินเพิ่มเติม แก่ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่หรือใช้คลื่นความถี่ดังกล่าว...”)

 

4.3     ร่าง พรบ. ฯ ปี  2551 อนุญาตให้มีเช่าช่วงเวลาได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ กสช. กำหนด  (ม.36)

         เป็นการเปิดช่องให้ผู้ที่ถือครองคลื่นความถี่ดำเนินการเองเพียงบางส่วนได้  โดยยังสามารถทำกำไรจากการให้เช่าช่วงเวลาได้เหมือนเดิม ซึ่งจะทำให้ผู้ถือครองคลื่นความถี่ อยู่เดิมไม่คืนคลื่นความถี่ เพราะไม่มีข้อกำหนดเรื่องการเรียกคืนคลื่นความถี่ ประกอบกับการอนุญาตให้ยังมีการเช่าช่วงเวลาได้ เป็นแนวทางที่ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงต่อการปฏิรูปความเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการปฏิรูปโครงสร้างกรรมสิทธิสื่อ เพื่อการปฏิรูปสื่อทั้งระบบ

 

4.4     ร่าง พรบ. ฯ ปี 2551 รับรองความถูกต้องให้ อสมท. ในการนำคลื่นความถี่อันเป็นสาธารณสมบัติไปแปลงเป็นทุนเอกชนในรูปเป็นองค์การมหาชน (ม.77)

         อสมท. ซึ่งในอดีตเป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นเจ้าของสัมปทานช่อง 3, ช่อง 9, ยูบีซี และวิทยุในเครือ อสมท. ทั่วประเทศกว่า 70 คลื่น ปัจจุบันได้เข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นองค์การมหาชน-แปลงสมบัติแผ่นดินนับหมื่นล้านไปเป็นหุ้นเอกชน  ซึ่งที่ผ่านมาเป็นประเด็นโต้แย้งที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ หากกรณีดังกล่าวกำลังจะถูกทำให้ชอบด้วยกฎหมาย โดยร่างกฎหมายฉบับนี้

 

ร่างแ้ำก้ไข พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ....

ร่างฯ ที่ สคก. ตรวจพิจารณาแล้ว

เรื่องเสร็จที่ ๔๖๐/๒๕๕๑

 

บันทึกหลักการและเหตุผล

ประกอบร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ

วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ....

                  

 

หลักการ

 

ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

 

เหตุผล

 

โดยที่มาตรา ๔๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติให้มีองค์กร
ของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทำหน้าที่ดำเนินการจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม  ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ  และมาตรา ๓๐๕ (๑) บัญญัติให้กฎหมายจัดตั้งองค์กรที่ตราขึ้นจะต้องมีสาระสำคัญให้มีคณะกรรมการเฉพาะด้านเป็นหน่วยย่อยภายในองค์กรนั้นแยกต่างหากจากกัน ทำหน้าที่กำกับ
การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และกำกับการประกอบกิจการโทรคมนาคม

และมีรายละเอียดว่าด้วยการกำกับและคุ้มครองการดำเนินกิจการ การจัดให้มีกองทุนพัฒนาทรัพยากรสื่อสารและส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ ประกอบกับพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ได้ใช้บังคับมาเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่ยังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติเท่าที่ควร ทำให้เกิดข้อติดขัดในการดำเนินการหลายประการ  รวมทั้งยังมีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สมควรกำหนด
ให้จัดตั้งองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทำหน้าที่ดำเนินการจัดสรร
คลื่นความถี่และ
กำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
รวมทั้งกำหนดขอบเขตการดำเนินงานขององค์กรและการกำกับดูแลการประกอบกิจการดังกล่าว และปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมให้เหมาะสมยิ่งขึ้น  เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 



ร่าง

พระราชบัญญัติ

องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ

วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

พ.ศ. ....

                  

 

........................................

........................................

........................................

 

...........................................................................................................

..................................

 

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ มาตรา ๔๗ มาตรา ๖๑ และมาตรา ๖๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

 

.............................................................................................................................................

 

มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ....

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

มาตรา ๓  ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓

 



มาตรา ๔  ในพระราชบัญญัตินี้

คลื่นความถี่ หมายความว่า คลื่นวิทยุหรือคลื่นแฮรตเซียนซึ่งเป็น
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่ต่ำกว่าสามล้านเมกะเฮิรตซ์ลงมาที่ถูกแพร่กระจายในที่ว่าง
โดยปราศจากสื่อนำที่ประดิษฐ์ขึ้น

โทรคมนาคม หมายความว่า การส่ง การแพร่ หรือการรับเครื่องหมาย สัญญาณ ตัวหนังสือ ตัวเลข ภาพ เสียง รหัส หรือสิ่งอื่นใดซึ่งสามารถให้เข้าใจความหมายได้
โดยระบบคลื่นความถี่ ระบบสาย ระบบแสง ระบบแม่เหล็กไฟฟ้า หรือระบบอื่น

วิทยุคมนาคม หมายความว่า การส่ง การแพร่ หรือการรับเครื่องหมาย สัญญาณ ตัวหนังสือ ตัวเลข ภาพ เสียง รหัส หรือสิ่งอื่นใดซึ่งสามารถให้เข้าใจความหมายได้ด้วยคลื่นความถี่

วิทยุกระจายเสียง หมายความว่า วิทยุคมนาคมที่ส่งหรือแพร่เสียงเพื่อให้บุคคลทั่วไปรับได้โดยตรง

วิทยุโทรทัศน์ หมายความว่า วิทยุคมนาคมที่แพร่ภาพและเสียงเพื่อให้บุคคลทั่วไปรับได้โดยตรง

กิจการกระจายเสียง หมายความว่า กิจการซึ่งให้บริการการส่งข่าวสารสาธารณะหรือรายการไปยังเครื่องรับที่สามารถรับฟังการให้บริการนั้น ๆ ได้  ไม่ว่าจะส่งโดยผ่านระบบคลื่นความถี่ ระบบสาย ระบบแสง ระบบแม่เหล็กไฟฟ้า หรือระบบอื่น ระบบใดระบบหนึ่ง หรือหลายระบบรวมกัน หรือกิจการอื่นทำนองเดียวกันที่ กสช. กำหนดให้เป็นกิจการกระจายเสียง

กิจการโทรทัศน์ หมายความว่า กิจการซึ่งให้บริการการส่งข่าวสารสาธารณะหรือรายการไปยังเครื่องรับที่สามารถรับชมและฟังการให้บริการนั้น ๆ ได้  ไม่ว่าจะส่งโดยผ่านระบบคลื่นความถี่ ระบบสาย ระบบแสง ระบบแม่เหล็กไฟฟ้า หรือระบบอื่น ระบบใดระบบหนึ่ง หรือหลายระบบรวมกัน หรือกิจการอื่นทำนองเดียวกันที่ กสช. กำหนดให้เป็นกิจการโทรทัศน์

กิจการวิทยุคมนาคม หมายความว่า กิจการซึ่งเป็นการรับและส่งเครื่องหมาย สัญญาณ ตัวหนังสือ ตัวเลข ภาพ เสียง รหัส หรือการอื่นใด ซึ่งสามารถให้เข้าใจความหมายได้
โดยระบบคลื่นความถี่ เพื่อความมุ่งหมายทางโทรคมนาคมในกิจการใดกิจการหนึ่งโดยเฉพาะ

กิจการโทรคมนาคม หมายความว่า กิจการซึ่งให้บริการการส่ง การแพร่ หรือการรับเครื่องหมาย สัญญาณ ตัวหนังสือ ตัวเลข ภาพ เสียง รหัส หรือการอื่นใด ซึ่งสามารถให้เข้าใจความหมายได้โดยระบบคลื่นความถี่ ระบบสาย ระบบแสง ระบบแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ
ระบบอื่น ระบบใดระบบหนึ่ง หรือหลายระบบรวมกัน หรือกิจการอื่นที่ กสช. กำหนดให้เป็นกิจการโทรคมนาคม  แต่ไม่รวมถึงกิจการที่เป็นกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ
กิจการวิทยุคมนาคม

ตารางกำหนดคลื่นความถี่ หมายความว่า การกำหนดย่านความถี่วิทยุของวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วิทยุคมนาคม โทรคมนาคม และการอื่นเพื่อใช้งานภายใต้เงื่อนไขที่ กสช. กำหนด

กองทุน หมายความว่า กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง
กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ

กรรมการ หมายความว่า กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์
และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายความว่า ผู้ซึ่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ แต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

 

มาตรา ๕  ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

หมวด ๑

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

                  

 

มาตรา ๖  ให้มีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า กสช. ประกอบด้วย

(๑) ผู้ที่มีผลงานหรือมีความรู้ และมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์
ด้านกิจการกระจายเสียงจำนวนสองคน และกิจการโทรทัศน์จำนวนสองคน

(๒) ผู้ที่มีผลงานหรือมีความรู้ และมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์
ด้านกิจการโทรคมนาคมหรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องตามที่ กสช. ประกาศกำหนด จำนวนสามคน