หากเราพูดถึง “วิทยุชุมชน” ตามหลักปรัชญาแนวคิดคือ การที่ชุมชนมีสถานีวิทยุเป็นของตนเอง และเนื้อหาที่นำเสนอ คือ การนำเรื่องราวที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนมาพูดคุย เพื่อให้เกิดการถกเถียงแลกเปลี่ยน เมื่อชุมชนเป็นเจ้าของสถานีเอง สิทธิอำนาจในสถานีวิทยุ การกำหนดรายการเป็นของประชาชน ของชุมชนโดยแท้ ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไข และข้อจำกัดด้านจรรยาบรรณ ความรับผิดชอบ และกติการ่วมกันของชุมชน หากขยายความต่อไปให้ถึงหัวใจของวิทยุชุมชน ซึ่งก็คือคนในชุมชนเป็นผู้ผลิตผู้ฟัง เข้าถึงง่าย ปิดเปิดง่าย ใช้ภาษาถิ่น ต้นทุนต่ำ การผลิตใช้เครื่องไม้เครื่องมือไม่ซับซ้อน และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในชุมชน รวมถึงการเป็นสมบัติสาธารณะทางอากาศ ใช้ระบบอาสาสมัครในการดำเนินงาน ไม่แสวงหากำไร แต่ต้องการสร้างต้นทุนทางสังคม ที่สำคัญท้ายสุดคือ คนในชุมชนร่วมกันจัดตั้ง และร่วมกันเป็นเจ้าของคลื่นความถี่
แต่กว่าสิบปีแล้ว วิทยุชุมชนที่ควรจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น กลับกลายว่าจำนวนลดน้อยลง และนับวันพื้นที่ยืนจะยิ่งน้อยลงทุกที แม้รัฐธรรมนูญปี 2550 จะยังให้สิทธิประชาชนในการเข้าถึงคลื่นความถี่ แต่หันกลับมาดูกฎหมายลูกอย่าง พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 ที่กำลังมีการแก้ไขปรับปรุงอยู่ในขณะนี้ เนื้อหาสาระโดยเฉพาะฉบับของรัฐบาลเอง มีหลายเรื่อง ที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพการเข้าถึงสื่อของประชาชน เริ่มตั้งแต่การขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึง สัดส่วน 20 % ของคลื่นความถี่ ที่เป็นสิทธิของภาคประชาชนหายไป แต่กลับมี ข้อความเพิ่มว่า “ให้ชุมชนท้องถิ่นรวมตัวประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์โดยไม่แสวงหากำไร แต่หายรายได้ให้เพียงพอได้ รายได้ส่วนเกินส่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และให้ อปท.ติดตามรายได้” ข้อความนี้ในทางตัวหนังสือ อ่านแล้วเหมือนรัฐสนับสนุน แต่หากมองในทางปฎิบัติ นับว่ามีช่องโหว่มากมาย ที่เป็นช่องทางที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ กระบวนการและกลไกการตรวจสอบ ที่ควรมาจากการสรรหาขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมากกว่าการแต่งตั้งของ กสช.
บ่อยครั้งที่ประชาชนถามหาความจริงใจจากรัฐบาล แต่ยิ่งถามหาก็เหมือนยิ่งห่างไกลออกไปทุกที และในยามที่ขาดองค์กรกำกับดู การเข้ามาเป็นเจ้าของคลื่นของคนที่มีทุนมากกว่าประชาชนตาดำๆ ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย 10,000 รายชื่อนับเป็นอีกหนึ่งในหลายวิธีที่วิทยุชุมชนนำมาใช้ เพื่อเรียกร้องสิทธิของตัวเอง แม้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เข้มงวด แต่ถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ ที่จะแสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ทวงสิทธิเสรีภาพ ในการการสื่อสารภาคประชาชน เพื่อให้สมกับคำขวัญที่ว่า เสรีสื่อ เสรีประชาชน